ข่าวร้ายของพ่อ

ช่วงเย็นพลบค่ำของวันหนึ่ง จู่ๆบ้านที่เงียบสงบก็มีเสียงโทรศัพท์บ้านร้องเสียงดัง กริ๊งงง กริ๊งงงง… แม่รีบเดินไปรับสายด้วยความสงสัยว่าใครโทรมา ปกติโทรศัพท์บ้านจะไม่มีใครติดต่อมาเลย เหมือนมีไว้เพื่อเป็นเครื่องประจำบ้านเฉยๆ

ฮัลโหล… แล้วทุกอย่างก็เงียบไป หลังจากวางสายแม่มีท่าทีตกใจและตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก แม่บอกฉันว่าให้รีบๆไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเราจะไปโรงพยาบาลกัน ฉันทำทุกอย่างอย่างไวโดยที่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนโทรหาแม่และแม่กำลังจะพาฉันไปหาใคร

ในตอนนั้นที่บ้านมีเพียงรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆหนึ่งคัน ฉันกับแม่ต้องใช้มันเพื่อพาเราไปยังอีกจังหวัด เพราะโรงพยาบาลที่เรากำลังจะไปนั้นอยู่ชลบุรี แต่เราสองคนแม่ลูกในตอนนี้อยู่ที่ฉะเชิงเทรา ช่วงนั้นสงสัยจะเป็นช่วงสิ้นปีเพราะฉันยังจำได้ว่าอากาศมันหนาวมากเลยในตอนนั้น ขี่ไปตัวสั่นไปลบปะทะหน้าจนชาไปหมด พอถึงโรงพยาบาล แม่รีบจูงมือฉันวิ่งเข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน ฉันมองจากระยะไกลก็รู้ได้เลยว่าคนที่ยืนอยู่ทางที่จะไปคือพี่ชายฉัน 

แม่รีบปลี่เข้าไปคุยกับพี่ชาย ฉันพยายามฟังในสิ่งที่แม่กับพี่คุยกัน จับใครความได้ว่า “พ่อรถชน” ในตอนนั้นฉันยังเด็กนักไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่ได้ยิน เข้าใจเพียงแต่ว่าพ่อแค่รถชนเท่านั้น พวกเรานั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอยู่แปดชั่วโมง หมอจึงออกมาแล้วพูดว่า คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ สีหน้าทุกคนรู้สึกโล่งมากจากที่นั่งเครียดกันมาแปดชั่วโมงเต็ม คุณหมอยังบอกอีกว่า “ถ้ามาช้ากว่านี้สักห้านาทีก็คงช่วยไว้ไม่ทัน” ทุกคนพูดขอบคุณคุณหมอกันใหญ่

จากนั้นพยาบาลก็พาพวกเราไปรอที่ห้องพักฟื้น พยาบาลดุมากๆชอบพูดเสียงดัง ฉันกลัวมากเลย สักพักก็มีบุรุษพยาบาลเข็นรถนอนที่พ่อนอนอยู่บนนั้นมา พวกเขาช่วยกันยกพ่อเปลี่ยนมานอนเตียงพักฟื้น ทุลักทุเลมากเลยเพราะพ่อตัวสูงและใหญ่ ที่จมูกพอมีสายออกซิเจนเสียบไว้อยู่ คอของพ่อถูกเจาะเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ มองแล้วดูเจ็บมากเลย ทุกคนได้แต่นั่นรอพ่อตื่น 

เวลาผ่านไปนานมากเกินครึ่งวัน พ่อก็เริ่มรู้สึกตัว ตื่นมาด้วยความเบลอยาสลบ พ่ออาละวาทดึงสายที่จมูกออก หมอต้องรีบมามัดพ่อล็อคไว้กับเตียง พ่อพูดจาไม่รู้เรื่อง เอาแต่ร้องและโวยวายจนหมอต้องมาฉีดยาอะไรไม่รู้ลงในถุงน้ำเกลือพ่อ แล้วพ่อก้เริ่มสงบลง

แม่เริ่มมาพูดให้ฟังว่าสิ่งที่พ่อกำลังเจออยู่ตอนนี้มันร้ายแรงมาก หมอบอกว่าพ่อมีอาการอัมพฤคครึ่งซีกของร่างกายเพราะสมองพ่อถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก กระโหลกแตกจนต้องใส่กระโหลกเทียม กระดูดขาหักทั้งหมด

อุบัติเหตุนี้ทำให้พ่อรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานกว่าสามเดือนถึงจะได้กลับมาอยู่บ้าน ในตอนนั้นบ้านเราพึ่งขายที่ได้ทำให้มีเงินเยอะพอที่จะจ่ายค่ารักษาพ่อ ขนาดมีประกันอุบัติเหตุแต่เราก็ต้องจ่ายส่วนต่างมากถึงหนึ่งล้านเกือบสองล้านบาทเลยทีเดียว ในสมัยนั้นคือช่วงปี 2544 เงิน 2ล้านบาทเป็นอะไรที่มากเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ชีวิตพ่อย่อมสำคัญกว่าเงินอยู่แล้ว หากมากกว่านี้เราก็ต้องหามาจ่ายให้ได้เพื่อแลกกับชีวิตของพ่อ

ตอนเด็กฉันถามพ่อตลอดว่าเมื่อไหร่พ่อจะกลับมาเดินได้ปรกติ พ่อเอาแต่ยิ้มให้แล้วตอบว่าอีก5ปี ฉันนับอย่างจริงจังรอวันที่พ่อจะกลับมาเป็นปรกติ ปีแล้วปีเล่าพ่อก็เอาแต่ตอบว่า 5ปีทุกครั้งที่ฉันถามว่าเมื่อไหรพ่อจะหาย จนวันหนึ่งฉันบังเอิญได้ยินแม่คุยกับป้าที่มาเยี่ยมพ่อว่า “ไม่มีวันกลับมาเดินได้ปรกติอีกแล้ว” ใจฉันหล่นวูบ… น้ำตาเริ่มเอ่อในตา ในหัวคิดแต่คำว่า ไหนพ่อบอกว่าอีก5ปีจะกลับมาเป็นปกติไง ใช้เวลาสักพักฉันก็เริ่มคิดได้ว่า แล้วที่ผ่านมานั้นทุกครั้งที่ฉันถามคำถามนี้กับพ่อ สีหน้าที่ยิ้มแย้มแล้วพูดปลอบฉันว่า อีก5ปีก็กลับไปเดินได้เหมือนเดิมแล้วนั้น คนที่จะเจ็บมากที่สุดก็คือพ่อเอง พ่อรู้อยู่แล้วว่าตัวเองนั้นจะไม่มีวันกลับมาเป็นปรกติได้อีกต่อไปแล้วแต่พ่อก็ยังเลือกที่จะยิ้มสู้แล้วพูดปลอบใจฉันเสมอ หลังจากวันนั้นฉันพยายามหาข้อมูลสิ่งของที่จะช่วยกายภาพบำบัดพ่อได้ ในตอนเป็นเด็กไม่ได้มีเงินมามาย แต่ก็อดออมเอาวันละ10บาท เพื่อที่เก็บเงินไว้ซื้ออุปกรณ์ช่วยกายภาพบำบัดให้พ่อ จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาแล้ว20ปี พ่อก็ยังคงไม่หายแต่สามารถใช้ชีวิตได้เกือบจะปรกติ พ่อพยายามอย่างมากที่จะทำให้ได้ทุกอย่าง ช่วยแม่ทำความสะอาดบ้าน กรอกน้ำดื่มใส่ขวด ปิดหน้าต่างประตูบ้านทุกวัน ทำจนเป็นกิจวัตรประจำวันของพ่อ แล้วก็ไม่ให้ใครแย่งทำด้วย 

ข่าวร้ายของพ่อในวันนั้นอาจทำให้ชีวิตพวกเราทุกคนในครอบครัวเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยคำพูดของหมอที่ว่า หากมาช้ากว่านี้5นาทีก็คงช่วยไม่ทัน มันคือคำที่ดูเหมือนเลวร้าย แต่จริงๆมันเป็นคำที่ดีมาก มันแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าพ่ออาจจะไม่ได้กลับมาเดินได้ปรกติเหมือนเดิมแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชีวิตของพ่อที่ได้กลับมาและแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว